
ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ราคาเท่าไหร่ ? เปรียบเทียบแต่ละยี่ห้อ แต่ละรุ่น

ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ราคา
ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ราคาเท่าไหร่ ? เป็นหนึ่งในคำถามยอดฮิตของสาว ๆ ที่อยากฉีดใต้ตา เติมเต็มใบหน้าให้ดูสดใส ลดปัญหาริ้วรอย ร่องลึกใต้ตาที่ทำให้หน้าดูเหนื่อยล้า ซึ่งแต่ละยี่ห้อฟิลเลอร์ก็มีราคาที่แตกต่างกันออกไปค่ะ
วันนี้ Gangdara จะพาไปเจาะลึกราคาฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา แต่ละยี่ห้อกี่บาท ? ราคาถูก – แพง ต่างกันอย่างไร ? พร้อมเคล็ดลับเลือกคลินิกฉีด Filler ใต้ตาให้ทั้งปลอดภัยและคุ้มค่าค่ะ
คลิกอ่านหัวข้อ ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ราคา
ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ราคาเท่าไหร่ ?
ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ราคาเท่าไหร่ ? แต่ละยี่ห้อ แต่ละรุ่น ราคาเท่ากันไหม ?
ในแวดวงความงามตอนนี้ ราคาการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา มีตั้งแต่ราคาเริ่มต้นที่หลักพันไปจนถึงหลักหมื่น เพื่อให้ง่ายต่อการเปรียบเทียบ เราได้รวบรวมราคาของฟิลเลอร์ยี่ห้อต่าง ๆ พร้อมระยะเวลาผลลัพธ์มาให้ในรูปแบบตารางค่ะ
ยี่ห้อ / รุ่น ฟิลเลอร์ | ราคา / CC | ระยะเวลาที่อยู่ได้ |
---|---|---|
Juvederm Voluma | เริ่มต้น 12,500 บาท | 18 เดือน |
Juvederm Volite | เริ่มต้น 12,900 บาท | 8-12 เดือน |
Juvederm Volux | เริ่มต้น 18,000 บาท | 18-24 เดือน |
Restylane Defyne | เริ่มต้น 14,000 บาท | 18 เดือน |
Restylane Vital Light | เริ่มต้น 12,000 บาท | 6-12 เดือน |
Restylane Vital | เริ่มต้น 16,900 บาท | 12 เดือน |
Restylane Perlane lyft | เริ่มต้น 12,500 บาท | 12 เดือน |
Restylane Classic | เริ่มต้น 9,900 บาท | 12 เดือน |
Belotero Volume | เริ่มต้น 9,900 บาท | 18 เดือน |
Belotero Revive | เริ่มต้น 14,000 บาท | 6-9 เดือน |
Belotero Soft | เริ่มต้น 9,900 บาท | 8-12 เดือน |
Definisse Touch | เริ่มต้น 12,000 บาท | 8-12 เดือน |
Flore AQUA-S | เริ่มต้น 9,900 บาท | 6 เดือน |
Teoxane RHA 2 | เริ่มต้น 12,900 บาท | 18 เดือน |
Neuramis Volume | เริ่มต้น 7,500 บาท | 6-9 เดือน |
ปัจจัยใดที่ทำให้การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาราคาต่างกัน ?
การเติมฟิลเลอร์ใต้ตาราคาอาจแตกต่างกันไปตามหลายปัจจัยค่ะ เช่น เทคนิคที่ใช้ ยี่ห้อและรุ่นของฟิลเลอร์ หรือแม้แต่ปริมาณที่ฉีด เรามาดูสาเหตุหลัก ๆ กันค่ะ

- เทคนิคการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา
เทคนิคการฉีดส่งผลต่อราคาโดยตรงค่ะ การแก้ปัญหาใต้ตาให้ดูเป็นธรรมชาติ ในบางเคสอาจต้องใช้ฟิลเลอร์หลายชนิดร่วมกัน เช่น ฟิลเลอร์เนื้อแน่นฉีดในผิวชั้นลึก และฟิลเลอร์เนื้อละเอียดเก็บรายละเอียดในผิวชั้นตื้น ยิ่งเทคนิคซับซ้อน ราคาก็สูงขึ้นค่ะ
- ยี่ห้อและรุ่นของฟิลเลอร์
ฟิลเลอร์แต่ละยี่ห้อมีราคาต่างกัน ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีการผลิต ชนิดของฟิลเลอร์ คุณสมบัติเด่น และอายุการใช้งาน ถึงแม้ว่าจะเป็นยี่ห้อเดียวกัน แต่รุ่นต่างกัน ราคาฟิลเลอร์ใต้ตาก็จะต่างกันค่ะ
- ปริมาณฟิลเลอร์ที่ใช้
โดยปกติ การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาจะใช้ประมาณ 1-2 CC สำหรับใต้ตาทั้งสองข้างค่ะ แต่หากมีปัญหาใต้ตามาก หรือคนไข้ที่มีอายุเยอะ ปริมาณฟิลเลอร์ที่ใช้ก็อาจเพิ่มขึ้น ทำให้ราคาฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาเพิ่มขึ้นตามปริมาณ CC ที่ใช้ค่ะ
- ค่ามือหมอ
การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาให้ปลอดภัย ได้ผลลัพธ์สวยงาม จะต้องทำโดยคุณหมอที่รู้เทคนิคเฉพาะทาง และมีประสบการณ์สูงค่ะ เนื่องจากใต้ตาเป็นบริเวณที่มีความละเอียดอ่อน และอยู่ใกล้กับเส้นเลือดสำคัญ ทำให้การทำหัตถการมีค่าประสบการณ์ของคุณหมอรวมอยู่ด้วยค่ะ
ในบางเคส เช่น การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาดอลลี่อาย ซึ่งต้องใช้เทคนิคขั้นสูง ค่ามือหมออาจเพิ่มขึ้นอีก เพราะไม่ใช่คุณหมอทุกคนที่จะรับเคสแบบนี้ค่ะ
- โปรโมชัน
บางคลินิกอาจมีการจัดโปรโมชันพิเศษ เช่น ลดราคาฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาในช่วงเทศกาล หรือให้ส่วนลดแลกกับการใช้รูปภาพของคนไข้เป็นเคสรีวิว การจัดโปรโมชันแบบนี้ช่วยให้ราคาฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาลดลงได้ค่ะ
คลิกอ่านเพิ่มเติม : ฟิลเลอร์ใต้ตา คืออะไร ? ช่วยแก้ไขปัญหาใต้ตาได้จริงไหม ?
ทำไมฟิลเลอร์ใต้ตาแต่ละยี่ห้อ / รุ่น ราคาต่างกันอย่างไร ?
ทำไมฟิลเลอร์ใต้ตาแต่ละยี่ห้อถึงมีราคาต่างกัน ? ทั้ง ๆ ที่มีส่วนประกอบหลักอย่างไฮยาลูรอน (HA) เหมือนกัน ? นั่นเป็นเพราะแต่ละยี่ห้อมีเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตที่แตกต่างกันค่ะ ซึ่งส่งผลต่อคุณสมบัติของฟิลเลอร์ เช่น ความคงตัว ความยืดหยุ่น หรือระยะเวลาที่อยู่ในชั้นผิว
ถ้าอยากรู้ว่า ฟิลเลอร์ใต้ตายี่ห้อไหนดี ? หรือแต่ละยี่ห้อมีจุดเด่นอย่างไร ? เดี๋ยวเราจะพาไปเจาะลึกคุณสมบัติและความแตกต่างของฟิลเลอร์ใต้ตาแต่ละยี่ห้อกันค่ะ!
ยี่ห้อ Juvederm

Juvederm เป็นฟิลเลอร์คุณภาพจากสหรัฐอเมริกาที่ได้รับความนิยมในคลินิกความงาม ด้วยเทคโนโลยี Vycross Technology ช่วยให้โมเลกุลฟิลเลอร์ยึดเกาะแน่น ผิวดูเรียบเนียนและยกกระชับ และ Hylacross Technology ที่เพิ่มความยืดหยุ่นและคุณสมบัติอุ้มน้ำ ทำให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติและอยู่ได้นานขึ้นค่ะ
โดยฟิลเลอร์ Juvederm รุ่นที่เหมาะกับการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ราคา และจุดเด่น มีรายละเอียดดังนี้
- Juvederm Voluma (12,500 บาท / 1 CC) : ฟิลเลอร์เนื้อทน ฟูในระดับปานกลาง มีความยืดหยุ่นสูง เหมาะสำหรับฉีดใต้ตาชั้นลึกเพื่อเติมร่องลึกให้ดูเต็มและเป็นธรรมชาติ อยู่ได้นาน 18 เดือน
- Juvederm Volite (12,900 บาท / 1 CC) : ฟิลเลอร์เนื้อฉ่ำ เหมาะสำหรับฉีดใต้ตาชั้นตื้น เติมความชุ่มชื้นให้ผิวดูสดใส เหมาะสำหรับคนที่มีผิวบางแต่ไม่มากจนเกินไป อยู่ได้นาน 8-12 เดือน
- Juvederm Volux (18,000 บาท / 1 CC) : ฟิลเลอร์เนื้อทน ยืดหยุ่นและคงรูปได้ดี เหมาะสำหรับการเสริมกระดูกใต้ตาในชั้นลึก ให้ผลลัพธ์โครงหน้าชัดเจนและยกกระชับ อยู่ได้นาน 18-24 เดือน
ยี่ห้อ Restylane
Restylane เป็นฟิลเลอร์จากประเทศสวีเดนที่ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน ด้วยเทคโนโลยีการผลิต NASHA Technology และ OBT Technology ช่วยให้ฟิลเลอร์มีคุณสมบัติหลากหลาย ทั้งเนื้อแน่น เนื้อละเอียด และความยืดหยุ่นสูง จึงเหมาะสำหรับการฉีดในหลายตำแหน่ง รวมถึงฉีดใต้ตาค่ะ
โดยฟิลเลอร์ Restylane รุ่นที่เหมาะกับการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ราคา และจุดเด่น มีรายละเอียดดังนี้
- Restylane Defyne (14,000 บาท / 1 CC) : ฟิลเลอร์เนื้อทน แน่นปานกลาง มีความยืดหยุ่นและอุ้มน้ำได้ดี ช่วยเติมเต็มร่องลึกใต้ตาให้ดูชุ่มชื้น เรียบเนียนอย่างเป็นธรรมชาติ อยู่ได้นาน 18 เดือน
- Restylane Vital Light (12,000 บาท / 1 CC) : ฟิลเลอร์เนื้อฉ่ำและละเอียดที่สุด เหมาะสำหรับการเก็บรายละเอียดริ้วรอยเล็ก ๆ ใต้ตาชั้นตื้นหรือผิวบางมาก ให้ผลลัพธ์ผิวเรียบเนียนและดูสดใส อยู่ได้นาน 6-12 เดือน
- Restylane Vital (16,900 บาท / 1 CC) : ฟิลเลอร์เนื้อละเอียด เกลี่ยง่าย เหมาะสำหรับการเติมใต้ตาชั้นตื้น ช่วยให้ผิวดูเรียบเนียน อ่อนเยาว์ และให้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ อยู่ได้นาน 12 เดือน
- Restylane Perlane Lyft (12,500 บาท / 1 CC) : ฟิลเลอร์เนื้อแน่น คงตัวสูง ฉีดแล้วไม่ฟูจนเกินไป ช่วยเติมเต็มใต้ตา เหมาะสำหรับร่องลึกหรือโครงสร้างที่ต้องการความคงตัว อยู่ได้นาน 12 เดือน
- Restylane Classic (9,900 บาท / 1 CC) : ฟิลเลอร์เนื้อแน่นที่เหมาะกับการเก็บรายละเอียดใต้ตาชั้นลึก โดยเฉพาะในคนที่มีผิวบางมาก ให้ผลลัพธ์ที่ดูอิ่มฟูและเป็นธรรมชาติ อยู่ได้นาน 12 เดือน
ยี่ห้อ Belotero

Belotero หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ Colorful Filler เนื่องจากกล่องแต่ละรุ่นมีสีสดใสสะดุดตา เป็นฟิลเลอร์จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ค่ะ ผลิตด้วย CPM Technology ที่ช่วยให้ฟิลเลอร์มีเนื้อหลากหลาย ยืดหยุ่น คงตัว และสามารถปรับใช้ได้ทั้งการแก้ไขปัญหาจากกระดูกใบหน้าทรุดตัว หรือปรับโครงสร้างใบหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยฟิลเลอร์ Belotero รุ่นที่เหมาะกับการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ราคา และจุดเด่น มีรายละเอียดดังนี้
- Belotero Volume (9,900 บาท / 1 CC) : ฟิลเลอร์เนื้อแน่น ฟูปานกลาง มีความยืดหยุ่นและคงตัวสูง เหมาะสำหรับการฉีดใต้ตาชั้นลึก อยู่ได้นาน 18 เดือน
- Belotero Revive (14,000 บาท / 1 CC) : ฟิลเลอร์เนื้อฉ่ำที่มีส่วนประกอบของกลีเซอรอล ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและลดเลือนริ้วรอยเล็ก ๆ รอบดวงตา เหมาะสำหรับเติมใต้ตาชั้นตื้นหรือปรับผิวให้ดูอิ่มฟู สดใส อยู่ได้นาน 6-9 เดือน
- Belotero Soft (9,900 บาท / 1 CC) : ฟิลเลอร์เนื้อละเอียด เหมาะสำหรับการฉีดใต้ตาชั้นตื้น เติมร่องตาตื้น ๆ ให้ดูเรียบเนียน สม่ำเสมอ และเป็นธรรมชาติ อยู่ได้นาน 8-12 เดือน
ยี่ห้อ Definisse
Definisse เป็นฟิลเลอร์คุณภาพจากประเทศอิตาลี ที่พัฒนาด้วยเทคโนโลยี XTR™ Technology (eXcellent Three-Dimensional Reticulation) ซึ่งช่วยสร้างโครงสร้างโมเลกุลแบบร่างแห ทำให้ฟิลเลอร์มีความยืดหยุ่นสูง สามารถยกพยุงผิวและปรับรูปหน้าให้มีมิติได้อย่างเป็นธรรมชาติ
โดยฟิลเลอร์ Definisse รุ่นที่เหมาะกับการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ราคา และจุดเด่น มีรายละเอียดดังนี้
- Definisse Touch (12,000 บาท / 1 CC) : ฟิลเลอร์เนื้อนิ่ม เนียนละเอียด เหมาะสำหรับฉีดใต้ตาชั้นตื้น ช่วยเติมเต็มร่องใต้ตาให้ดูเรียบเนียน อยู่ได้นาน 8-12 เดือน
ยี่ห้อ Flore

Flore เป็นฟิลเลอร์คุณภาพจากประเทศเกาหลีที่พัฒนาโดยใช้ HCCL™ Technology เป็นฟิลเลอร์แบบ Biphasic Filler ผสมผสานสาร HA ทั้งแบบ Cross-linked และ Non Cross-linked ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น คงรูปได้ดี และยืดระยะเวลาการสลายตัว ทั้งยังใช้ PP-Process ที่ทำให้โมเลกุลมีขนาดเท่ากัน ส่งผลให้ฉีดง่าย ปั้นทรงสวย และสลายตัวสม่ำเสมอค่ะ
โดยฟิลเลอร์ Flore รุ่นที่เหมาะกับการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ราคา และจุดเด่น มีรายละเอียดดังนี้
- Flore AQUA-S (9,900 บาท / 1 CC) : ฟิลเลอร์เนื้อละเอียดที่มีโมเลกุลเล็ก ช่วยลดริ้วรอยเล็ก ๆ รอบดวงตา และเติมเต็มใต้ตาในชั้นตื้น ให้ผลลัพธ์ผิวเรียบเนียน อยู่ได้นาน 6 เดือน
ยี่ห้อ Teoxane
Teoxane เป็นฟิลเลอร์จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่พัฒนาด้วยเทคโนโลยี Ground-breaking Preserved Network (PNT) ช่วยให้ฟิลเลอร์มีโครงสร้างยืดหยุ่นสูง สามารถปรับตัวตามการเคลื่อนไหวของผิวหน้าได้อย่างดี ลดความเสี่ยงในการเกิดก้อนหรือผิวไม่เรียบเนียนหลังฉีด ให้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติและกลมกลืนไปกับผิว
โดยฟิลเลอร์ Teoxane รุ่นที่เหมาะกับการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ราคา และจุดเด่น มีรายละเอียดดังนี้
- Teoxane RHA 2 (12,900 บาท / 1 CC) : ฟิลเลอร์เนื้อละเอียด สามารถกลืนไปกับผิวได้อย่างดี เหมาะสำหรับฉีดใต้ตาชั้นตื้น ช่วยปรับผิวให้เรียบเนียน ดูเป็นธรรมชาติ อยู่ได้นาน 18 เดือน
ยี่ห้อ Neuramis

Neuramis เป็นอีกหนึ่งยี่ห้อฟิลเลอร์จากเกาหลี พัฒนาด้วย SHAPE Technology เทคโนโลยีเฉพาะที่ใช้กระบวนการ 2-Step Cross-linked ช่วยให้ฟิลเลอร์มีความยืดหยุ่น คงตัวสูง และลดความเสี่ยงในการเคลื่อนตัวหรือจับเป็นก้อนหลังฉีด เหมาะสำหรับการเติมเต็มใต้ตาให้ดูเรียบเนียนและเป็นธรรมชาติ
โดยฟิลเลอร์ Neuramis รุ่นที่เหมาะกับการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ราคา และจุดเด่น มีรายละเอียดดังนี้
- Neuramis Volume (7,500 บาท / 1 CC) : ฟิลเลอร์เนื้อแน่นแต่กลืนกับผิวได้ดี มีความยืดหยุ่นสูง เหมาะสำหรับฉีดใต้ตาชั้นลึก ช่วยเติมเต็มร่องลึกใต้ตาให้ดูอิ่มฟู อยู่ได้นาน 6-9 เดือน
การฉีดใต้ตาราคาถูก – แพง ต่างกันอย่างไร ?
การฉีดใต้ตาราคาถูกหรือแพง นอกจากจะขึ้นอยู่กับยี่ห้อ รุ่น และคุณสมบัติของฟิลเลอร์แล้ว ยังขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ว่าฟิลเลอร์ใต้ตา อยู่ได้นานแค่ไหนด้วยค่ะ
ฟิลเลอร์จากยุโรปและอเมริกามักมีราคาสูงกว่า เนื่องจากใช้เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง เนื้อฟิลเลอร์เรียบเนียน ยืดหยุ่นดี ลดโอกาสการเกิดก้อนหรือความไม่เรียบเนียน ทำให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติและอยู่ได้นานกว่า เช่น 12-24 เดือน
ในขณะที่ฟิลเลอร์ราคาย่อมเยา เช่น แบรนด์จากเกาหลี แม้จะมีราคาถูกกว่า แต่ยังคงคุณภาพดี เหมาะสำหรับคนที่มีงบจำกัด หรือแก้ปัญหาในระยะสั้น เช่น 6-12 เดือน
หากเจอการฉีดใต้ตาคล้ำราคาที่ถูกผิดปกติ ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าฟิลเลอร์ที่ใช้เป็นของแท้ เพราะราคาที่ถูกกว่าปกติแบบครึ่งต่อครึ่ง อาจมาพร้อมความเสี่ยงที่จะเป็นฟิลเลอร์ปลอม หรือฟิลเลอร์หิ้วที่ไม่ได้มาตรฐานได้ค่ะ
ความเสี่ยงเมื่อฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาราคาถูกเกินไป
การฉีดถุงใต้ตาราคาถูก หรือฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาราคาถูก อาจมาพร้อมความเสี่ยงที่ไม่คุ้มค่า โดยเฉพาะถ้าเป็นฟิลเลอร์ปลอมหรือของไม่ได้มาตรฐาน ปัญหาที่เจอได้บ่อยมีดังนี้ค่ะ

- ฟิลเลอร์ใต้ตาเป็นก้อน
ฟิลเลอร์ปลอมอย่างซิลิโคนเหลว หรือสารจำพวก Polymethylmethacrylate (PMMA) พอฉีดไปแรก ๆ อาจดูดีนะคะ แต่ปัญหาคือมันไม่สลายค่ะ พอเวลาผ่านไปก็จะจับตัวเป็นก้อน ทำให้ใต้ตาดูเป็นคลื่นไม่เรียบเนียน และแก้ไขได้ยากมาก
- ฟิลเลอร์ใต้ตาไหล
ปัญหานี้เจอบ่อยกับคนที่ฉีดฟิลเลอร์ปลอมค่ะ ตอนแรกฉีดเสร็จจะดูสวย แต่พอผ่านไปสักพัก ฟิลเลอร์เริ่มไหลย้อยลงมา ใต้ตาก็จะเป็นก้อน หรือบางคนกลายเป็นพังผืดที่แก้ยากในภายหลัง
- การอักเสบและติดเชื้อ
ถ้าฉีดในคลินิกที่ไม่สะอาด ใช้ฟิลเลอร์ไม่ได้มาตรฐาน ฉีดกับหมอกระเป๋า หรือบุคคลที่ไม่ใช่แพทย์ โอกาสติดเชื้อหรืออักเสบมีสูงมากค่ะ บางเคสอาจรุนแรงถึงขั้นต้องผ่าตัดเอาฟิลเลอร์ปลอมออกเลยก็มีค่ะ
แต่ถ้าเป็นรอยช้ำฉีด filler ใต้ตา เช่น อาการบวมแดง เขียวช้ำ หรือคัน อาการเหล่านี้ถือว่าเป็นเรื่องปกตินะคะ โดยมักจะหายได้เองใน 3-7 วันค่ะ
การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาควรทำในคลินิกที่ได้มาตรฐานและใช้ฟิลเลอร์ของแท้เท่านั้น เพื่อลดความเสี่ยงจากปัญหาเหล่านี้ และมั่นใจได้ว่าผลลัพธ์จะเรียบเนียนและปลอดภัยค่ะ
คลิกอ่านเพิ่มเติม : ฟิลเลอร์ใต้ตาอันตรายไหม ? ฉีดครั้งแรกควรรู้อะไรบ้าง ?
แนวทางเลือกคลินิกฉีด Filler ใต้ตา ให้ได้ราคาคุ้มค่า ปลอดภัย
ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ที่ไหนดี ให้คุ้มค่าและปลอดภัย ? ไม่ยากเลยค่ะ แค่เช็กตามนี้ก่อนตัดสินใจ!
- คลินิกได้มาตรฐาน : เลือกคลินิกที่ขึ้นทะเบียนถูกต้อง มีป้ายแสดงใบอนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุขติดชัดเจน
- แพทย์มีประสบการณ์ : แพทย์ต้องมีประสบการณ์โดยตรง เข้าใจโครงสร้างใบหน้า ผ่านเคสฉีดฟิลเลอร์มาก่อน
- ใช้ฟิลเลอร์แท้เท่านั้น : ต้องใช้ฟิลเลอร์แท้ที่ตรวจสอบได้ โดยสามารถตรวจสอบเลข Lot. ของฟิลเลอร์ได้
- รีวิวจริงจากผู้ใช้บริการ : ดูรีวิวจากคนไข้จริงที่เคยใช้บริการในคลินิกนั้น ๆ ทั้งรูปภาพก่อน-หลังฉีด หรือคำแนะนำต่าง ๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจ
- มีการติดตามผลหลังฉีด : คลินิกที่ดีควรมีการติดตามผลหลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา เพื่อตรวจสอบผลลัพธ์และดูแลหากมีปัญหาหลังทำ
สรุปเรื่องฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ราคาเท่าไหร่คุ้มค่า ?
การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาราคาจะขึ้นอยู่กับยี่ห้อ รุ่น และปริมาณที่ใช้ ซึ่งคุณหมอจะช่วยประเมินปัญหาและแนะนำตัวเลือกที่เหมาะที่สุดให้ค่ะ จะได้ผลลัพธ์ที่ทั้งปลอดภัย และคุ้มค่ากับเงินที่ลงทุนไป
ที่สำคัญเลยคือ ต้องเลือกฉีดกับคุณหมอที่มีประสบการณ์สูงนะคะ เพราะคุณหมอจะช่วยวิเคราะห์ปัญหา วางแผนการฉีด และเลือกฟิลเลอร์ที่เข้ากับปัญหาของเราได้แบบเป๊ะ ๆ ช่วยให้ผลลัพธ์ออกมาสวย เนียน เป็นธรรมชาติแน่นอนค่ะ